ถ่ายภาพสินค้าต้องเตรียมตัวอย่างไร

ถ่ายภาพสินค้าต้องเตรียมตัวอย่างไร
วิธีการนำเสนอด้วยภาพถ่ายสินค้าหรือบริการในธุรกิจนั้นเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถสร้างความแตกต่างต่อการตัดสินใจซื้อของผู้ที่คาดการณ์ว่าจะเป็นลูกค้าในอนาคตได้ อีกทั้งยุคนี้การขายออนไลน์ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นในธุรกิจ บทความนี้จึงกล่าวถึงหัวข้อใหญ่ๆว่าถ้าต้องถ่ายภาพสินค้าขึ้นมาจริงๆแล้วล่ะก็มีอะไรควรทราบบ้าง
ถ่ายภาพสินค้าแตกต่างจากการถ่ายภาพอื่นๆอย่างไร

การถ่ายภาพสินค้าถือเป็นสาขาที่แยกออกมาจากการถ่ายภาพทั่วไปตรงที่มีความเห็นของผู้รับชม (หรือคนที่น่าจะเป็นลูกค้าในอนาคต) เข้ามาเป็นปัจจัยในการทำงาน เนื่องจากเราไม่ได้ถ่ายภาพไว้ดูเองแต่ต้องถ่ายภาพเพื่อบอกเล่าความน่าซื้อน่าใช้งานของสินค้าชิ้นนั้นให้มีประสิทธิภาพ ด้วยอุปกรณ์, วิธีการ, ทฤษฎีและเทคนิคแบบเฉพาะ การถ่ายภาพสินค้าจึงต้องเรียนรู้องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมมากที่สุด แน่นอนว่าหากจะประสบความสำเร็จให้ได้แล้วนั้นไม่ใช่แค่เรียนถ่ายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจจิตวิทยาและข้อมูลของกลุ่มลูกค้าอีกด้วย

ภาพถ่ายสินค้ามีส่วนสำคัญในการเพิ่มยอดขาย

ทั้งหมดนี้คือเคล็ดลับที่ผู้เรียนทุกท่านควรทราบในการถ่ายภาพสินค้า เป็นปัจจัยจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการขายมากยิ่งขึ้น

1. เลนส์ที่ใช้บันทึกภาพ

เลนส์ถ่ายภาพไม่ว่าจะเป็นเลนส์สำหรับโทรศัพท์มือถือหรือเลนส์สำหรับกล้องถ่ายภาพดิจิตอลจริงๆจังๆนั้นไม่ต่างกัน และเกี่ยวข้องกับมุมรับภาพที่ได้โดยตรง หากไม่มีความรู้เรื่องนี้มาก่อนแนะนำว่าให้สอบถามร้านขายเลนส์เกี่ยวกับข้อมูลของเลนส์เทเลโฟโต้ เลนส์กลุ่มนี้จะสามารถถ่ายภาพสินค้าได้ค่อนข้างถูกต้องตามสัดส่วน

สำหรับผู้ใช้กล้องถ่ายภาพดิจิตอล : แนะนำเลนส์ที่ระยะ 50mm ขึ้นไปครับ สำหรับค่ารูรับแสงเบื้องต้นถ้าเงินไม่มากก็ไม่ต้องเอาเลนส์ไวแสงที่มีราคาแพงก็ได้ เพราะเวลาที่เราถ่ายสินค้าคงไม่ได้คาดหวังการเบลอกระจุยกระจายอะไรขนาดนั้น ให้มองที่ความจำเป็นหลักไว้ก่อน เพราะการที่รูรับแสงห่างกันเพียง 1-2 สต็อป ราคาอาจห่างกันเป็นหลักหมื่นเลยก็ได้ครับ

กรณีผู้ใช้เลนส์ของ Sigma : เลนส์ที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพสินค้ามีทั้งกลุ่ม Contemporary ที่เน้นความคุ้มค่าคุ้มราคา และรูรับแสงที่เหมาะสมในการถ่ายภาพ รวมไปถึงเลนส์เกรดพรีเมียมอย่างสายอนุกรม Art มีดังต่อไปนี้ครับ

กลุ่มเลนส์เน้นความคุ้มค่า (Contemporary)

ทางยาวโฟกัสที่แนะนำ : Sigma 17-70mm f/2.8-4 DC Macro OS HSM, Sigma 18-200mm f/3.5-6.3 DC Macro OS HSM, Sigma 18-300mm f/3.5-6.3 DC Macro OS HSM และ Sigma 56mm f/1.4 DC DN

กลุ่มเลนส์ศักยภาพสูง (Art)

ทางยาวโฟกัสที่แนะนำ : Sigma 50-100mm f/1.8 DC HSM, Sigma 24-70mm f/2.8 DG OS HSM, Sigma 24-205mm f/4 DG OS HSM, Sigma 50mm f/1.4 DG HSM, Sigma 70mm f/2.8 DG Macro, Sigma 85mm f/1.4 DG HSM, Sigma 105mm f/1.4 DG HSM, Sigma 135mm f/1.8 DG HSM และ Sigma 24-70mm f/2.8 DG DN

กลุ่มเลนส์สำหรับงานกีฬา (Sports)

ทางยาวโฟกัสที่แนะนำ : Sigma 60-600mm f/4.5-6.3 DG OS HSM และ Sigma 70-200mm f/2.8 DG OS HSM

กลุ่มเลนส์อื่นๆ (Others)

ทางยาวโฟกัสที่แนะนำ : Sigma 17-50mm f/2.8 EX DC OS HSM, Sigma 18-250mm f/3.5-6.3 DC Macro OS HSM และ Sigma 105mm f/2.8 EX DG OS HSM

หมายเหตุ : เลนส์ซูมได้จะมีความสะดวกมากกว่าในการถ่ายภาพ และเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสมากๆจะสร้างมิติภาพได้ดีแต่ก็ใช้ยากกว่าเลนส์ทางยาวโฟกัสต่ำกว่า

สำหรับผู้ใช้กล้องสมาร์ทโฟน : เคยเซลฟี่ตัวเองแล้วพบว่าภาพเบี้ยวๆไหมครับ เลนส์นั้นน่ะไม่เหมาะสำหรับถ่ายภาพสินค้าหรอก ไปหาตัวทดระยะเลนส์เลยครับ อย่างที่ทางเราใช้ก็เป็นของ Moment Tele 58mm V.2 ซึ่งเป็นเลนส์สำหรับมือถือที่เหมาะสมกับภาพสินค้า ใช้งานดีมากแต่ราคาก็ค่อนข้างสูงแถมยังต้องซื้อเคสของ Moment มาเปลี่ยนก่อน ค่ายอื่นที่กำลังได้รับความนิยมก็มีอย่าง OlloClip ที่มีซัพพอรืทค่อนข้างเยอะ ข้อสำคัญให้ดูก่อนว่ารองรับมือถือที่ใช้อยู่หรือไม่หากไม่มีจริงๆใช้แบบคลิปตามร้านทั่วไปก็ได้ครับ

2. รูรับแสงและการควบคุมช่วงระยะชัด

รูรับแสงมีผลต่อระยะการมองเห็นของกล้องถ่ายภาพ ทำให้พื้นที่ในโฟกัสมีความคมชัดและมีขอบเขตจากระยะด้านหน้าโฟกัสไปจนถึงระยะด้านหลังโฟกัสมากขึ้น การถ่ายภาพสินค้าจึงไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การใช้รูรับแสงกว้างอยู่แล้ว การหมดเงินไปกับเลนส์ราคาแพงที่รูรับแสงกว้างจึงไม่ใช่เรื่องจำเป็น ถ้างบประมาณคือข้อจำกัดตรงนี้ควรนำมาคิดด้วยครับ

รูรับแสงมีผลต่อระยะชัดและปริมาณแสงที่วิ่งเข้าเซ็นเซอร์

สำหรับผู้ใช้กล้องถ่ายภาพดิจิตอล : เรื่องควบคุมค่ารูรับแสงนั้นเป็นพื้นฐานในการถ่ายภาพที่ควรทราบอยู่แล้ว อีกทั้งช่วงระยะชัดก็ควรควบคุมให้อยู่ในความครอบคลุมสินค้าเป็นหลัก ถ้าเป็นไปได้ช่วงระยะชัดที่ f ในความคมชัดสูงสุดของเลนส์ (Sweet Spot) ก็เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก (หมายเหตุ : Sweet Spot มักจะอยู่ที่ครึ่งหนึ่งของรูรับแสงกว้างสุดแคบสุด ของเลนส์ตัวนั้น)

สำหรับผู้ใช้กล้องจากสมาร์ทโฟน : ปกติแล้วกล้องหรือแอปพลิเคชันไม่ได้เปิดให้เรามีอิสระในการเลือกใช้รูรับแสงอยู่แล้ว หรือถ้าวันหนึ่งเรากำหนดได้ขึ้นมาก็ให้ใช้ค่า f สูงๆไปเลยนะครับ นี่พูดเผื่อเอาไว้นะ

3. แสงธรรมชาติหรือแสงประดิษฐ์

แสงในแต่ละรูปแบบนั้นมีข้อดีข้อเสียที่เราเองก็ต้องเข้าใจและยอมรับถึงข้อจำกัดที่เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อที่จะชดเชยข้อจำกัดเหล่านั้นด้วยวิธีการหรือความรู้แบบต่างๆทดแทนเข้าไป เช่น แสงธรรมชาตินั้นมีความอิสระยืดหยุ่นแต่ก็ไม่ได้มีอยู่ตลอดทั้งวัน และแสงประดิษฐ์ถึงจะควบคุมได้ตลอดกระบวนการ แต่ก็ต้องหาซื้ออุปกรณ์ที่เหมาะสมกับงานมาใช้

ภาพถ่ายที่ใช้แสงธรรมชาติ

ตู้ถ่ายสินค้ารุ่นต่างๆของ UDIO

คำแนะนำ : ผลิตภัณฑ์ของเราขนาดเป็นอย่างไร เล็กพอจะใช้ตู้ถ่ายสินค้าได้หรือไม่ หรือว่าถ้าใหญ่เกินกว่าจะใช้ตู้เราจำเป็นต้องใช้ไฟอะไรบ้าง หาข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบของการจัดแสงและราคาอุปกรณ์ให้เหมาะสม แนะนำว่าถ้าเริ่มต้นอย่าเพิ่งไปใช้ของแพงนะครับ เรียนรู้ข้อผิดพลาดให้ได้มากๆ พอถึงจุดที่มั่นใจแล้วว่าฝีมืออยู่ตัวจึงค่อยๆอัปเกรดงานตัวเอง

4. โหมดบันทึกภาพที่ควบคุมได้เอง

หากแสงคงที่ตลอดเวลาแล้วอยากจะล็อกแสง คงไม่พ้นการใช้งานในโหมดกำหนดเอง’ (M – Manual Mode) แต่บางคนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจพื้นฐานการถ่ายภาพจะให้มาใช้โหมดนี้เลยก็ยาก จึงแนะนำโหมดกึ่งอัตโนมัติอีกโหมดอย่างโหมดรูรับแสงอัตโนมัติ (A – Aperture Priority) เอาไว้ด้วย อย่าลืมเรื่องของการวัดแสงว่าผลิตภัณฑ์ควรสว่างประมาณไหน ไม่ใช่ถ่ายสีขาวเป็นสีเทาเพราะวัดแสงผิดล่ะ

สำหรับผู้ใช้กล้องถ่ายภาพดิจิตอล : สำหรับผู้ใช้กลุ่มนี้ผู้สอนไม่ค่อยห่วงเท่าไร เพราะแป้นควบคุมส่วนมากเปิดอิสระให้กำหนดได้เองอยู่แล้ว อาจจะต้องศึกษาตัวแปรต่างๆให้เข้าใจเสียก่อน แล้วก็อย่าลืมที่จะบันทึกภาพที่คุณภาพสูงสุดตลอดเวลา (ISO ต่ำสุดเสมอ)

สำหรับสมาร์ทโฟนก็จะเหมือนกันกับโหมด M ในกล้อง (แอปพลิเคชัน Moment Pro Camera)

สำหรับผู้ใช้กล้องสมาร์ทโฟน : พยายามใช้แอปพลิเคชันแบบโปรให้ได้ เพราะสำคัญมากเรื่องของคุณภาพและแสงที่วัดได้แม่นยำกว่า ไฟล์ภาพที่ดีส่งผลต่อกระบวนการตกแต่งภาพถ่ายในลำดับขั้นตอนต่อไปอีกด้วย

5. ขาตั้งกล้อง

ขาตั้งกล้องถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ภาพถ่ายมีความนิ่งสนิทแบบ 100% จริงๆ ถ้าผู้ที่ไม่เคยซีเรียสกับการถ่ายภาพอาจจะไม่ทราบว่าภาพถ่ายของเรามีปัจจัยทำให้ไม่คมอยู่หลายสาเหตุมาก ไม่ว่าจะเป็นการสั่นไหวของผู้ถือถ่าย, การสั่นไหวของสถานการณ์, ทางยาวโฟกัสของเลนส์ที่ใช้และอีกมากมาย ง่ายๆเลยแค่กดชัตเตอร์ลงกล้องขยับนิดหน่อยก็เป็นสาเหตุแล้ว ดังนั้นการเลือกใช้ขาตั้งกล้องที่เหมาะสมกับงานจึงเป็นอีกเรื่องที่จำเป็นต้องมีไว้ ขาตั้งกล้องนั้นสำคัญมากกว่ารีโมทชัตเตอร์เสียอีก เพราะเราตั้งเวลาได้ แต่ถ้าไม่มีขาตั้งนี่ล่ะยุ่งแน่ๆ

ขาตั้งกล้องมีความจำเป็นมากในการถ่ายภาพแสงน้อยให้ได้คุณภาพสูง

สำหรับผู้ใช้กล้องถ่ายภาพดิจิตอล : ช่วงของขาตั้งกล้องมีตั้งแต่ราคาหลักร้อยสำหรับกล้องขนาดเล็กไปจนถึงหลักหมื่นที่รองรับน้ำหนักหลายสิบกิโลกรัม พิจารณาเรื่องของความยืดหยุ่นและใช้งานให้คล่องแคล่วเสียก่อน

ขาตั้งกล้องมีหลายขนาด เลือกตามอัธยาศัย

สำหรับผู้ใช้กล้องสมาร์ทโฟน : ข้อดีของผู้ถ่ายภาพด้วยกล้องจากสมาร์ทโฟนคือมีความคล่องตัวสูงกว่าไม่ได้ต้องการขาตั้งที่มีขนาดใหญ่มากก็ทำให้ตำแหน่งกล้องมั่นคง อย่าลืมซื้อตัวหนีบกล้องด้วยนะครับ

6. การเล่าเรื่องด้วยสินค้า

หัวข้อการจัดวางองค์ประกอบของภาพถ่ายเป็นการตอบคำถามว่าเราจะนำเสนออะไรของสินค้า หรือแสดงให้ผู้ชมสินค้าเห็นความงามหรือความน่าซื้อของสินค้าอย่างไร เช่น เสื้อตัวนี้ทำไมจึงน่าซื้อ เพราะตอบสนองการใช้งานหรือเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบแบบใด อาหารที่ขายมีความน่ากินอย่างไร และอื่นๆ การศึกษาวิธีการเล่าเรื่องด้วยภาพจึงจำเป็นอยู่เสมอไม่ใช่แค่ถ่ายสินค้าแต่ใช้ได้ทุกเรื่อง

คำแนะนำเพิ่มเติม : เพราะว่าเป็นภาพถ่ายสินค้า ภาพหลักควรจะเป็นมุมที่ค่อนข้างมาตรฐาน แสดงความเป็นสินค้าโดยรวมได้ ถ้าสามารถนำเสนอได้มากกว่า 1 ภาพจึงใช้มุมอื่นๆเพิ่มเติม เช่น ภาพอาหาร ภาพแนะนำก็ควรแสดงภาพรวมทั้งหมดก่อน

ผู้ที่กำลังคิดจะถ่ายภาพสินค้าทุกท่านจึงต้องเข้าใจสเกลงานของตัวเองให้ได้ทั้งหมด ว่ามีความต้องการอะไรบ้างสำหรับงานนี้ จะได้ไม่ซื้อหรือหลงทางไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นทำให้งบประมาณบานปลายออกไป เพราะผู้รับชมสินค้าและบริการของเรานั้นเขาเห็นแค่สินค้า ไม่ได้ต้องการอยากรู้วิธีการซึ่งได้มาของภาพแต่อย่างใด

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
การลงทุนในความรู้นั้นคุ้มค่าเสมอ >>

หลักสูตรออนไลน์ในรูปแบบคลิปวิดีโอที่บันทึกในแนวคิด Speed-Concept : Long Take
เน้นหนักไปที่เนื้อหาสาระครบถ้วนสมบูรณ์โดยใช้เวลาในการเรียนน้อยที่สุด

เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรียน Photoshop ไวขึ้น ด้วย Discover Panel

Discover Panel เป็นพาเนลที่ Adobe ได้ใส่มาให้ในโปรแกรม Photoshop CC เพื่อผู้ใช้งานจะได้ค้นคว้าเนื้อหาหรือคลิปวิดีโอฝึกสอนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมรวมไปถึงไอเดียใหม่ๆที่ผู้ใช้งานทั่วโลกได้แบ่งปันร่วมกัน

ทำความรู้จักส่วนต่างๆและภาพรวมโปรแกรม

เรียนรู้ส่วนต่างๆในหน้าต่างการทำงาน เพื่อให้เข้าใจภาพรวมและหน้าที่ของพาเนลและส่วนอำนวยความสะดวกทั้งหมดของโปรแกรม Photoshop

เครื่องมือสำหรับการแก้ไขภาพ

เครื่องมือสำหรับการแก้ไขภาพใน Photoshop CC ณ ที่นี้หมายถึงเครื่องมือกลุ่ม Retouching ซึ่งมีหลายตัวและทำงานแตกต่างกัน เราจะได้ร่วมกันศึกษาที่มาที่ไปเพื่อนำไปใช้งานได้อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลวส่วนบบุคลเกี่ยวกับตัวคุณเพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า

หลักสูตรถ่ายภาพและแต่งภาพจากเรา